Friday, October 3, 2014

#2 กว่า





บางที คนเราจะรู้สึกร้อนรุ่มตะแหง่ว ตะแหง่วในใจ

เวลาที่เห็นคนอื่น แฮปปี้ แต่พอดูตัวเอง หน้าเหมือนปวด key









ทุกคนเข้าใจดี ว่านี่ เป็นอาการเริ่มต้นของอิจฉา








ทุกท่าน รู้ภาพรวมของคำสั้นๆ คำนี้เป็นอย่างดี

แต่ถ้าเราอยากจะเอาแว่นขยายมาส่องมันล่ะ ?












อิจฉา คือ ?














ความอิจฉา เป็นเรื่องปกติของคน

เมื่อเราเห็นคนคนหนึ่งมีความสุขมากกว่า เราก็อยากจะเป็นอย่างนั้นบ้าง

แต่เป็นไม่ได้ในตอนนี้

จึงเกิดความทุกข์ขึ้น



นี่คือรูปแบบหลักของอิจฉา ซึ่งเรียบง่ายมาก และไม่ก่อให้เกิดมลพิษกับผู้อื่น







ปัญหาคือ ถ้ากลไกความอิจฉาได้รับแรงกระทบทางด้านที่ฉุดรั้งความรู้สึกดีหนักหนักเข้า

มันจะพัฒนาเป็นการ 'ริษยา'








ซึ่งถ้ามีการพัฒนาในด้านลบนี้เกิดขึ้น

ปัญหาทางสังคมจะตามมาอีกมาก

เพราะระดับของการริษยา มันเป็นภาวะป่วยทางใจ ที่สามารถติดต่อกันได้จากคนสู่คน


ผู้ที่ภูมิคุ้มกันทางใจทำงานอ่อนแอ ก็จะติดโรคนี้เข้าไปด้วย

ไม่ว่าจะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวก็ตาม







โดยมาก การพัฒนาจากอิจฉาไปสู่สภาวะริษยา จะเกิดขึ้นจากแรงกระทบด้านลบ

จากบุคคลจำพวกหนึ่งในสังคม





คือ บุคคลประเภทต้องการโดดเด่น โดยไม่สนใจวิธีการ

ทำทุกสิ่ง ที่จะให้ได้มาซึ่งความโดดเด่น

ไม่ได้คำนึงว่า วิธีการยุติธรรมหรือไม่




ซึ่งแน่นอน

เมื่อไม่สนใจ ก็คือไม่ใส่คนอื่นว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรบ้าง

เมื่อผู้อื่นถูกกดลงไป ก็รู้สึกว่าตนเองอยู่ในสถานะที่ด้อยกว่า กำลังถูกกระทำ

และกลายเป็นพลังงานแง่ลบเพิ่มอยู่ในตัว

















จุดทางเลือกอยู่ตรงนี้


เมื่อเกิดพลังงานแง่ลบนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องเลวร้ายซะทีเดียว

บางคน ช่วงชิงจังหวะที่พลังงานลบนี้เกิดขึ้นมา

เป็นแรงผลักให้ตนเอง ดีดตัวไปอยู่ในระดับที่สูงขึ้น


แล้วก็รอดพ้นจากสภาวะถูกกระทำ และรอดพ้นจากความเสี่ยงในการกลายเป็นผู้ริษยาไป

ได้สองเด้ง









แต่ถ้าจิตใจอ่อนแอมาก

สมองจะคิดวิธีการรูปแบบเดียวกับที่ถูกกระทำขึ้นมา เพื่อเอาตัวรอด

นั่นคือ 'การไม่สนใจวิธีการ'


และจะทำทุกอย่างเพื่อฉุดรั้งคนรอบข้าง ไม่ให้สูงกว่าตนเอง











มีการพูดกันหนาหูในหลายวงการว่า

ความจริงแล้ว เรื่องเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา เราไม่อาจตัดสินได้ในทันที

ว่ามันเป็นเรื่องดี หรือเรื่องร้าย


มันขึ้นอยู่กับตัวเรา ว่าจะนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

มาเป็นแรงผลักดัน ให้เป็นพลังงานผลักดัน หรือ พลังงานฉุดรั้ง






เรื่องการอิจฉานี้ก็เช่นกัน


ถ้าใช้มันให้ดี

เราจะสามารถแปลงความอิจฉาเป็นแรงผลักให้ตัวเองขึ้นไปชั้นต่อต่อไปของชีวิตได้





ถ้าคุณขึ้นได้สูงพอ โดยที่ไม่เหยียบใครขึ้นมา

มันจะมีระดับชั้นหนึ่ง ซึ่งเราจะได้รับการริษยาเพียงน้อยนิด

เราจะรอดพ้นจากเรื่องพวกนี้ไป



โจทย์คือว่า การขึ้นในระดับชั้นที่สูงพอที่ว่านี้

อาจไม่เกี่ยวกับตัวเงินที่มีอยู่ในกระเป๋า







พวกเราล้วนเลือกได้ ว่าอยากจะไปอยู่ในขั้น 'กว่า' ของอะไร


มันอยู่ที่จิตใจ ว่ามันเข้มแข็งมากน้อยแค่ไหน






การทำผิดเป็นครั้งคราวเป็นเรื่องธรรมดา

แต่การจงใจจะทำผิด อย่างเช่นการใช้วิธีการเหยียบหัวคนอื่นเพื่อโดดเด่น

หรือการฉุดรั้งผู้อื่นไม่ให้เด่นด้วยวิธีริษยา


อาจไม่ใช่วิธีที่ทำให้ชีวิตคนเรายั่งยืน


ไม่มีใครบอกได้ ว่าการทำแบบไหน จึงเรียกว่าดี หรือเหมาะสมแล้ว


นอกจากตัวเรา ที่จะหยั่งรู้เองอยู่ข้างในลึกๆ

ที่เหลือคือตราชั่งถูกผิดของแต่ละคน จะทำงานอย่างไร








>> ฝากคอมเม้นต์แลกเบอร์โทร !

โปรดบอกความนัยกับผม